นโยบายคืออะไร? เราๆคงพอนึกกันออก เศรษฐศาสตร์ล่ะคืออะไร? บางคนเรียนมาหลายปียังงงๆอยู่เลยว่ามันคืออะไร อิๆ แล้วความรักคืออะไร? อันนี้อาจจะตอบกันยากสุดนะครับพี่ๆน้องๆ :p อ่า..แต่วันนี้ไม่ได้จะเขียนถึงว่ามันคืออะไรหรอก (สับขาหลอก) แต่จะมาเขียนว่ามันสัมพันธ์กันยังไงต่างหากผมไม่ได้มานั่งเทียนเขียนเรื่องไร้สาระนา แต่จะลองประยุกต์เศรษศาสตร์เข้ากับปัญหาสังคมง่ายๆที่แก้ยากๆดู ผมว่าถ้าเราเข้าใจมัน เราน่าจะหาทางแก้มันได้ดีขึ้น (อันนี้ถือได้ว่าเป็นอาชีพของนักเศรษฐศาสตร์เลยนะผมว่า) สำหรับปัญหาสังคมที่ว่า ก็คือ ปัญหาความรัก (เอ่อ ไม่ใช่ว่าจะพูดถึง คนที่จีบหญิงไม่ติดหรืออกหักอะไรแบบนั้นนา) แต่หมายถึงปัญหาความรักที่นำไปสู่การหย่าร้างของ "คู่รัก" ต่างหาก เห็นภาพกันแล้วสิครับว่า ไอ้ปัญหานี้มันหนักสังคมยังไง ผลกระทบนี่กระเทือนไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเลยถ้าเป็นอย่างงี้เราปัญญาชน (เนื่องจากอ่านหนังสือกันออก) คงต้องมานั่งขบคิดกันหน่อยว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง กระพ้ม (สำเนียงมา) ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ขอใช้อาวุธอันเดียวในมือที่มีอยู่ (ไม่ได้หมายความว่าอย่างน้าน) มาลองทำความเข้าใจกับปัญหานี้ดูซักหน่อย ไม่ได้หวังว่าจะลุยเดี่ยวแก้ปัญหาสังคมอะไรหรอกครับ แต่หวังว่ามันจะกระตุ้นให้เราๆท่านๆและท่านอื่นๆไม่ลืมปัญหานี้ ปัญหานึงของสังคมไป เอาล่ะ เริ่มกันเลยดีก่า..คนที่ไม่ใช่นักเศรษศาสตร์อ่านๆข้ามๆไปจนถึงตอนหลังๆก็ได้นา อย่างุนงงกับภาษาต่างดาวทีผมเอามาพูดกับเพื่อนต่างดาวของผม อิๆ เกริ่นก่อนว่าแบบจำลองของผมเป็น ศศ จุลภาคนะครับ พิจารณาปัจเจกบุคคล และการตัดสินใจของเขา สมมติว่า คนเลือกในสิ่งที่เขาพอใจที่สุด (เช่นชอบคนหล่อ เลือกคนหล่อกว่า ถ้ามีให้เลือก ฮ่าๆๆ) สมมติต่อว่าผู้ชายเป็นคนเลือกผู้หญิง (ข้อสมมตินี้พรากเราจากโลกของความเป็นจริง แต่เป็นการช่วยทำให้การวิเคราะห์ง่ายขึ้น โดยไม่สูญเสียตรรกะในการคิด) สมมติว่ามีปัจเจกบุคคลหลายคนในแบบจำลอง ชายหนึ่งคนและหญิง N คน (เอ่อ แบบจำลองอันนี้บางคน อาจอยากให้เกิดขึ้นจริง) เอ้าว่าต่อ..
พิจารณาผู้ชายหนึงคนนะครับ ที่เขาจะเลือกผู้หญิง สมมติตามสังคมว่า ผู้ชายมีโอกาสเจอผู้หญิงในระบบทีละคนอย่างสุ่ม (สมมติว่าต้นทุนในการหาผู้หญิงหนึงคนต่ำมากจนสามารถตัดออกจาการวิเคราะห์ได้) จุดดุลยภาพในกรณีนี้คือ ผู้ชายคนนั้นได้เจอผู้หญิงคนที่ทำให้เขาพอใจมากที่สุด สมมติอีกว่ามีขีดจำกัดความพอใจจุดนึงที่ผู้ชายจะตัดสินใจแต่งงานกับผู้หญิงคนนึงที่เขาเจอ (และผู้หญิง say yes เสมอ) เมื่อความพอใจเลยระดับนึงไปแล้ว ชัดเจนว่าเวลาเขาเจอผู้หญิงคนแรกที่เกินขีดจำกัดนั้น ผู้ชายจะตัดสินใจแต่งงาน ชัดเจนอีกว่าถ้าเขาดันไปเจอผู้หญิงคนต่อไปที่ถูกใจเขามากกว่า ก็จะมีกรณีการหย่าเกิดขึ้นทันที เอาล่ะ ตอนนี้เราพร้อมที่จะมองหาจุดดุลยภาพในกรณีต่างๆแล้วครับ (สมมติอีกนิดว่า มีผู้หญิงที่ถูกใจผู้ชายคนนี้มากที่สุดอยู่ในระบบและมีคนเดียว)
กรณีแรก ถ้าผู้ชายคนนั้น เจอผู้หญิงคนที่ถูกใจเค้าที่สุด เป็นคนแรก และคนนั้นผ่านขีดจำกัดของเขา ดุลยภาพคือการแต่งงานกันและ live happily ever after! กรณีถัดไป ถ้าเขาเจอผู้หญิงคนไหนก็ตามเป็นคนแรก ที่ไม่ใช่คนที่เค้าถูกใจที่สุด ก็จะมีการหย่าร้างเกิดขึ้นทันที เอาล่ะสิ ทีนี้ยังไงล่ะ
แน่นอนครับ แบบจำลองที่ผมสร้างขึ้น สะท้อนสิ่งที่สำคัญในสังคมเชิงนึงคือ กฎสังคมที่ห้ามไม่ให้เราคบหาเพศตรงข้ามมากกว่าหนึ่งคนในเวลาเดียวกัน อย่างที่เห็น ว่าแบบจำลองที่ผมสร้างขึ้นทำนายเอาไว้ชัดเจนว่าความน่าจะเป็นในการเกิดกรณี live happily ever after นั้นยากทีเดียว (1/N) ในขณะที่ความน่าจะเป็นในการหย่าร้างสูงมาก = (N-1)/N (บางคนอาจว่า แบบจำลองทำนายไม่เห็นแม่นเลย สถิติการหย่าร้างในความเป็นจริงไม่น่าจะสูงกว่า 50% นา แต่แก่นสำคัญที่แบบจำลองทางทฤษฎีนี้เสนอคือว่า โอกาสที่คนๆนึงจะเจอคนที่ถูกใจ 100% เต็ม ถูกใจไปทุกๆอย่าง นั้นน่าจะยาก - อันนี้น่าจะจริงทีเดียว - หลายคู่ที่อยู่ๆกันไปแบบไม่ถูกใจกัน ไม่ต้องหย่า ก็เป็นผลเสียต่อลูกและครอบครัวอยู่ดี)
แบบจำลองนี้บอกอะไรเราอีกครับ ถ้าเรานึกไว้ในใจ กฎสังคมที่ห้ามเราเจอเพศตรงข้ามพร้อมกันหลายๆคน แล้วเราจะเข้าใจ ลองนึกดูเวลาเราไปซื้อส้มที่ตลาด ยังไงก็ได้ที่เราว่าถูกใจเราที่สุด (ไม่ว่าจะถูกสุด อร่อยสุด หรือดูรวมๆแล้วน่ากินสุด) เพราะอะไรครับ เพราะว่าเวลาเราไปตลาด เราเห็นส้มของทุกเจ้า เดินดูส้มได้ทุกๆพันธ์ ดูราคาเทียบได้หมด เราเลยตัดสินใจซื้อส้มที่ถูกใจที่สุดได้ไง นึกกลับไปเรื่องความรัก เราคงทำกับผู้หญิงอย่างไปซื้อส้มที่ตลาดไม่ได้ (เอ่อ ทุกคนควรทำความเข้าใจกับแฟนตนเองดีๆนะครับ ว่านี่เป็นเพียงแบบจำลอง อิๆ) ใช่ครับ เราทำอย่างนั้นไม่ได้ในสังคม ไม่ว่าเพศหญิงหรือชาย
ถ้าสังคมเราเป็นแบบ สังคมส้มในตลาดล่ะครับ ดุลยภาพในแบบจำลองนี้คืออะไร แน่นอนคือผู้ชายคนนั้นต้องได้เจอและเลือกส้ม..เอ้ย..ผู้หญิงคนที่เค้าถูกใจมากที่สุด และ live happily ever after ไม่มีการหย่าแน่นอน ผมและแบบจำลองของผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าเราควรส่งจดหมายเปิดผนึกลงนามถึงท่านทักษิณว่า "เราต้องการสังคมส้ม" นะครับ มาดูกันว่าจริงๆว่าผมกำลังพยายามจะบอกอะไรจากแบบจำลองเศรษฐศาสตร์อันนี้
ต้องพาท่านผู้อ่านทุกท่านกลับมาที่ข้อสมมตินึงของแบบจำลองก่อน จำได้มั้ยครับว่าผมสมมติว่า มีขีดจำกัดความพอใจอันนึง ที่เวลาผู้ชายเจอผู้หญิงคนนึงที่ผ่านเส้นนี้ไป แล้วเขาจะตัดสินใจแต่งงาน อันนี้แหละครับที่สำคัญ เพราะการเจอและคบหาเพื่อนต่างเพศ (ทีละคน) กี่คนก่อนแต่งงานก็ไม่เป็นปัญหา ขอให้แต่งงานไปแล้วมีความสุข ไม่หย่าร้าง ปัญหาสังคมที่เกิดกับรุ่นลูกเราก็ไม่เกิด เอาล่ะครับพอจะมองเห็นช่องทางในการแก้ปัญหานี้รึยัง
แน่นนอนว่าเราต้องการ สังคม "ส้ม" ที่ให้โอกาสคนในสังคมได้เจอและพบปะกัน (เพื่อจะได้เจอคนที่ถูกใจจริงๆ) และต้องเป็นสังคม "ส้ม" ก่อนแต่งงานด้วย เพราะจะได้เจอคนหลากหลาย เรียนรู้ว่าคนไหน ลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร อย่างไหนเราถูกใจ ไม่ถูกใจ เปรียบเทียบดู แล้วตัดสินใจ แล้วจะได้มีโอกาสเลือก แต่งงานกับคนที่ถูกใจจริงๆ และไม่เกิดปัญหาหย่าร้างและปัญหาสังคมตามมา (ในเชิง ศศ อย่างงี้เค้าเรียกว่า Informed decision ครับ) คือมีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจ ผ่านการเรียนรู้ และสามารถเปรียบเทียบ ระดับความพอใจ (utility) ของตนเองได้ว่า ในกลุ่มของตัวเลือกนี้ (bundle of choices) เราพอใจอะไรมากที่สุด
บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากโมเดลนี้ในเชิงสังคมก็คือ เราคนที่ต่อไปจะเป็นพ่อแม่คน หรือเป็นอยู่แล้ว รู้ว่าควรจะให้ลูกหลานเรามีโอกาสที่จะเรียนรู้เพศตรงข้ามในสังคม ในวัยก่อนแต่งงานอย่างไร เพื่อเขาจะได้มีความสามารถและทัศนคติที่จะเลือกคนที่เขาพอใจที่สุดจริงๆ (ก่อนที่จะต้องแต่งงานไปกับคนที่ เจอแล้วรู้สึกว่าคนนี้ก็โอเคและ แต่งได้ และอาจตามมาด้วยการหย่าร้างในภายหลัง)
อันนี้สำคัญมากนะครับ อย่าลืมว่าครอบครัวคือหน่วยสังคมที่สำคัญที่สุดในการหล่อหลอมคน พ่อแม่คงมีหน้าที่และบทบาทที่จะชี้ให้ลูกเห็นความสำคัญของครอบครัวของเค้าเองในอนาคต และสร้างแนวคิดที่เหมาะสมในการเรียนรู้เพศตรงข้าม (ปัญหานี้เกิดขึ้นมากในสังคมที่ไม่ให้อิสระทางความคิดและการกระทำของเพศหญิง)
บทเรียนต่อมาจากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์อันจิ๋วอันนี้อีกอัน ในเชิงนโยบายคือ ถ้ารัฐเข้าใจประเด็นนี้ จะนำไปสู่การพัฒนานโยบายการศึกษาและสื่อการสอนเพื่อการเรียนรู้กันและกันของเด็กต่างเพศอย่างถูกต้อง (อันนี้แตกต่างอย่างแรงกับ นโยบายหวาดกลัว+ทัศนคติลบ ที่หวังกีดกัดวัยรุ่นต่างเพศ จากการเรียนรู้กันแบบไม่ถูกต้อง เช่นเพศสัมพันธุ์ก่อนวัย) การสร้างทัศนะคติที่ถูกต้องในการมองเพศตรงข้ามสำคัญ - คุณสมบัติอะไรที่นำไปสู่การมีครอบครัวที่ดี - นั่นคือการมีทัศนคติที่มองความรักและครอบครัวเป็นหน่วยเดียวกันตั้งแต่เยาว์วัย (ภาษา ศศ เรียกว่า internalization - เพื่อคนจะสามารถตัดสินใจผนวกรวมผลกระทบทุกอย่างที่อาจเกิดจากการกระทำของตนเอง มองไปในอนาคต และคิดทำอะไรได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า)
เอาล่ะครับ พิมพ์มาซะยาว เริ่มเมื่อยแล้ว แต่ดีใจที่ได้สื่อสารสิ่งที่ผมเองอยากจะสื่อ ผ่านเครื่องมือที่ผมใช้มันได้ดีที่สุด (ถึงแม้จะไม่ดีเท่าไหร่ แหะๆ) ข้อสมมติมากไปหน่อย แต่โมเดลนี้คงจำลองแง่มุมนึงของสังคมที่ผมอยากอธิบายให้ทุกคนฟังได้ใช้ได้ทีเดียว หวังว่าอย่างน้อยสิ่งที่ผมคิดและเขียนจะจุดประกายให้คนที่เห็นความสำคัญของประเด็นนี้ในสังคมเรา เริ่มที่จะคิดตาม และคิดล่วงหน้าผมไปเนาะ :)