Crystal Café

Sunday, November 06, 2005

นักเศรษฐศาสตร์ในดวงใจ (ของผม)

พอดีว่ามีความคิดเห็นที่คุณ Iconoclast's Journay ได้ให้ไว้ในบล็อกข้างล่าง ที่ผมว่าเป็นมุมมองที่มีประโยชน์ และผมก็ได้ตอบไว้ ก็ถือโอกาสนี้เอามาโพสเป็นบล็อกใหม่ซะเลย เพื่อขยายความ (ในใจ) และมุมมองที่ผมมี หวังด้วยว่า มันอาจจะเป็นประโยชน์กับคนที่เคยงงๆว่า ไอ้วิชาเศรษฐศาสตร์มันเอามาทำอะไรได้ในสังคมเรา ลองอ่านกันดูนะครับ

--

ผมพอจะเข้าใจนะครับว่าคุณ Iconoclast's Journey หมายความว่าอะไร แต่ผมว่าอันนี้อาจจะถือเป็นทัศนคติในแง่ลบไปซักนี๊ด (ที่จะมองนัก ศศ ด้ววยกัน) ผมว่าต้องแยกแยะให้ออกเวลานัก ศศ พยายามใช้ทฤษฎีอธิบายอะไรบางอย่าง กับการแก้ปัญหาทางสังคมในชีวิตจริง

ผมไม่ได้หมายความว่า ทฤษฎี ศศ ไม่มีประโยชน์ในเชิงปฏิบัตินะ แต่ผมอยากให้เรา เข้าใจ ศศ ให้มากขึ้น

การใช้ทฤษฎี ศศ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆในสังคมหรือระบบเศรษฐกิจ ของนัก ศศ ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อเป็นสูตรสำเร็จเพื่อ แก้ปัญหาทางสังคม แต่มันเป็นแค่เพียงการพยายามที่จะเข้าใจ ลิงค์ เล็กๆ อันนึงที่มีอยู่ในสังคม (จากที่มีทั้งหมดนับไม่ถ้วน)

แน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาสังคม (หรือเศรษฐกิจ) ที่สมบูรณ์แบบที่สุด คงจำเป็นต้องผนวกรวมปัจจัยต่างๆเข้าด้วยกันให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่นั่นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของ งานวิชาการในเชิง ศศ (ลองดูงานวิชาการทาง ศศ ไม่ว่าจะที่ไหน ที่เกิดขึ้น ในโลก หรือแม้แต่นัก ศศ โนเบล ก็ไม่สามารถตีพิมพ์งานที่มองโลกจากทุกมุม และผนวกรวมทุกปัจจัยที่มีอยู่ในระบบได้) - สิ่งที่ผมจะพูดก็คือ คำวิจารณ์ที่มองว่า งานนี้งานนั้น ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยนั้นปัจจัยนี้ เป็นคำวิจารณ์ที่ไร้สาระ (ทั้งๆที่รู้ว่าขอบเขตของผู้แต่งคืออะไร) - ไม่มีโมเดลไหนในโลก หรอกครับที่จะผนวกรวมทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปได้ด้วยกัน (นี่ไม่ใช่เฉพาะ สาขา ศศ ด้วยซ้ำ เพราะ framework ไม่ว่าของสาขาไหน วิชาใด ก็ทำไม่ได้ มีขอบเขตด้วยกันทั้งนั้น - ถ้าทำได้คงมีคนเขียนหนังสือ สุตรสำเร็จเพื่อแก้ปัญหาทุกอย่าง ออกมาวางขายแล้ว)

เพราะฉะนั้นเราต้องแยกให้ออก ระหว่าง งานวิชาการ กับ การปฎิบัติการ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม อันแรกเป็นหน้าที่ของนัก ศศ (และทุกสาขาวิชา)ที่ต่างฝ่ายต้องระดมให้ข้อมูล ในจุดเล็กๆ แต่ละจุดในสังคม ให้กับ นักนโยบาย ผู้มีอำนาจตัดสินใจ (ในระบบการเมือง) ซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องนำ องค์ความรู้ทางวิชาการ จากทุกๆจุดเล็ก จากทุกสาขา ในสังคม มาผนวกรวมกับ องค์ความรู้เดิมของปัญหาที่มีอยู่ มาใช้ในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อแก้ปัญหาให้ดีที่สุด

สิ่งที่สำคัญคือ

เรา นัก ศศ ต้องรู้ขอบเขตของตนเอง เรา มีหน้าที่เป็นส่วนร่วม ในการเสนอองค์ความรู้ทาง ศศ เพื่อถูกนำไปร่วมกับความรู้อื่นๆ ในการแก้ปัญหา

เรา นัก ศศ ไม่มีความสามารถพอที่จะใช้วิชาการสาขานี้ เพื่อหาแนวทางที่สมบูรณ์ที่สุดในการแก้ปัญหาสังคม

ถึงแม้ว่าวันนี้ (และตลอดไป) นัก ศศ จะไม่มีความสามารถพอที่จะ ลุยเดี่ยว มองทุกมุมของสังคม และทุกปัจจัยที่มีอยู่ในสังคม เพื่อแก้ปัญหาสังคม แต่ผมมั่นใจว่า นัก ศศ ที่ดี ที่มีสำนึกต่อสังคม เมื่อวันนึง เขา ได้รับโอกาสที่ต้องรับภาระ เป็นผู้ตัดสินใจแนวทางเพื่อแก้ปัญหาสังคม เขา จะไม่ใช่คนที่รู้และเอาแต่ตัวเลข และโมเดลคณิตศาสตร์ของเขา มาเป็นแนวทางหลักในการตัดสินใจ แต่เขาจะฟังคนรอบข้างจากทุกสาขา ทุกกลุ่มคนในสังคม และมี มิติของสังคม อยู่ในใจเขา ไม่ต่างจากนักคิดในสาขาวิชาการอื่นๆเลย :)

Friday, November 04, 2005

ความรัก เศรษฐศาสตร์ และนโยบาย

นโยบายคืออะไร? เราๆคงพอนึกกันออก เศรษฐศาสตร์ล่ะคืออะไร? บางคนเรียนมาหลายปียังงงๆอยู่เลยว่ามันคืออะไร อิๆ แล้วความรักคืออะไร? อันนี้อาจจะตอบกันยากสุดนะครับพี่ๆน้องๆ :p อ่า..แต่วันนี้ไม่ได้จะเขียนถึงว่ามันคืออะไรหรอก (สับขาหลอก) แต่จะมาเขียนว่ามันสัมพันธ์กันยังไงต่างหาก

ผมไม่ได้มานั่งเทียนเขียนเรื่องไร้สาระนา แต่จะลองประยุกต์เศรษศาสตร์เข้ากับปัญหาสังคมง่ายๆที่แก้ยากๆดู ผมว่าถ้าเราเข้าใจมัน เราน่าจะหาทางแก้มันได้ดีขึ้น (อันนี้ถือได้ว่าเป็นอาชีพของนักเศรษฐศาสตร์เลยนะผมว่า) สำหรับปัญหาสังคมที่ว่า ก็คือ ปัญหาความรัก (เอ่อ ไม่ใช่ว่าจะพูดถึง คนที่จีบหญิงไม่ติดหรืออกหักอะไรแบบนั้นนา) แต่หมายถึงปัญหาความรักที่นำไปสู่การหย่าร้างของ "คู่รัก" ต่างหาก เห็นภาพกันแล้วสิครับว่า ไอ้ปัญหานี้มันหนักสังคมยังไง ผลกระทบนี่กระเทือนไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเลย

ถ้าเป็นอย่างงี้เราปัญญาชน (เนื่องจากอ่านหนังสือกันออก) คงต้องมานั่งขบคิดกันหน่อยว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง กระพ้ม (สำเนียงมา) ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ขอใช้อาวุธอันเดียวในมือที่มีอยู่ (ไม่ได้หมายความว่าอย่างน้าน) มาลองทำความเข้าใจกับปัญหานี้ดูซักหน่อย ไม่ได้หวังว่าจะลุยเดี่ยวแก้ปัญหาสังคมอะไรหรอกครับ แต่หวังว่ามันจะกระตุ้นให้เราๆท่านๆและท่านอื่นๆไม่ลืมปัญหานี้ ปัญหานึงของสังคมไป เอาล่ะ เริ่มกันเลยดีก่า..

คนที่ไม่ใช่นักเศรษศาสตร์อ่านๆข้ามๆไปจนถึงตอนหลังๆก็ได้นา อย่างุนงงกับภาษาต่างดาวทีผมเอามาพูดกับเพื่อนต่างดาวของผม อิๆ เกริ่นก่อนว่าแบบจำลองของผมเป็น ศศ จุลภาคนะครับ พิจารณาปัจเจกบุคคล และการตัดสินใจของเขา สมมติว่า คนเลือกในสิ่งที่เขาพอใจที่สุด (เช่นชอบคนหล่อ เลือกคนหล่อกว่า ถ้ามีให้เลือก ฮ่าๆๆ) สมมติต่อว่าผู้ชายเป็นคนเลือกผู้หญิง (ข้อสมมตินี้พรากเราจากโลกของความเป็นจริง แต่เป็นการช่วยทำให้การวิเคราะห์ง่ายขึ้น โดยไม่สูญเสียตรรกะในการคิด) สมมติว่ามีปัจเจกบุคคลหลายคนในแบบจำลอง ชายหนึ่งคนและหญิง N คน (เอ่อ แบบจำลองอันนี้บางคน อาจอยากให้เกิดขึ้นจริง) เอ้าว่าต่อ..

พิจารณาผู้ชายหนึงคนนะครับ ที่เขาจะเลือกผู้หญิง สมมติตามสังคมว่า ผู้ชายมีโอกาสเจอผู้หญิงในระบบทีละคนอย่างสุ่ม (สมมติว่าต้นทุนในการหาผู้หญิงหนึงคนต่ำมากจนสามารถตัดออกจาการวิเคราะห์ได้) จุดดุลยภาพในกรณีนี้คือ ผู้ชายคนนั้นได้เจอผู้หญิงคนที่ทำให้เขาพอใจมากที่สุด สมมติอีกว่ามีขีดจำกัดความพอใจจุดนึงที่ผู้ชายจะตัดสินใจแต่งงานกับผู้หญิงคนนึงที่เขาเจอ (และผู้หญิง say yes เสมอ) เมื่อความพอใจเลยระดับนึงไปแล้ว ชัดเจนว่าเวลาเขาเจอผู้หญิงคนแรกที่เกินขีดจำกัดนั้น ผู้ชายจะตัดสินใจแต่งงาน ชัดเจนอีกว่าถ้าเขาดันไปเจอผู้หญิงคนต่อไปที่ถูกใจเขามากกว่า ก็จะมีกรณีการหย่าเกิดขึ้นทันที เอาล่ะ ตอนนี้เราพร้อมที่จะมองหาจุดดุลยภาพในกรณีต่างๆแล้วครับ (สมมติอีกนิดว่า มีผู้หญิงที่ถูกใจผู้ชายคนนี้มากที่สุดอยู่ในระบบและมีคนเดียว)

กรณีแรก ถ้าผู้ชายคนนั้น เจอผู้หญิงคนที่ถูกใจเค้าที่สุด เป็นคนแรก และคนนั้นผ่านขีดจำกัดของเขา ดุลยภาพคือการแต่งงานกันและ live happily ever after! กรณีถัดไป ถ้าเขาเจอผู้หญิงคนไหนก็ตามเป็นคนแรก ที่ไม่ใช่คนที่เค้าถูกใจที่สุด ก็จะมีการหย่าร้างเกิดขึ้นทันที เอาล่ะสิ ทีนี้ยังไงล่ะ

แน่นอนครับ แบบจำลองที่ผมสร้างขึ้น สะท้อนสิ่งที่สำคัญในสังคมเชิงนึงคือ กฎสังคมที่ห้ามไม่ให้เราคบหาเพศตรงข้ามมากกว่าหนึ่งคนในเวลาเดียวกัน อย่างที่เห็น ว่าแบบจำลองที่ผมสร้างขึ้นทำนายเอาไว้ชัดเจนว่าความน่าจะเป็นในการเกิดกรณี live happily ever after นั้นยากทีเดียว (1/N) ในขณะที่ความน่าจะเป็นในการหย่าร้างสูงมาก = (N-1)/N (บางคนอาจว่า แบบจำลองทำนายไม่เห็นแม่นเลย สถิติการหย่าร้างในความเป็นจริงไม่น่าจะสูงกว่า 50% นา แต่แก่นสำคัญที่แบบจำลองทางทฤษฎีนี้เสนอคือว่า โอกาสที่คนๆนึงจะเจอคนที่ถูกใจ 100% เต็ม ถูกใจไปทุกๆอย่าง นั้นน่าจะยาก - อันนี้น่าจะจริงทีเดียว - หลายคู่ที่อยู่ๆกันไปแบบไม่ถูกใจกัน ไม่ต้องหย่า ก็เป็นผลเสียต่อลูกและครอบครัวอยู่ดี)

แบบจำลองนี้บอกอะไรเราอีกครับ ถ้าเรานึกไว้ในใจ กฎสังคมที่ห้ามเราเจอเพศตรงข้ามพร้อมกันหลายๆคน แล้วเราจะเข้าใจ ลองนึกดูเวลาเราไปซื้อส้มที่ตลาด ยังไงก็ได้ที่เราว่าถูกใจเราที่สุด (ไม่ว่าจะถูกสุด อร่อยสุด หรือดูรวมๆแล้วน่ากินสุด) เพราะอะไรครับ เพราะว่าเวลาเราไปตลาด เราเห็นส้มของทุกเจ้า เดินดูส้มได้ทุกๆพันธ์ ดูราคาเทียบได้หมด เราเลยตัดสินใจซื้อส้มที่ถูกใจที่สุดได้ไง นึกกลับไปเรื่องความรัก เราคงทำกับผู้หญิงอย่างไปซื้อส้มที่ตลาดไม่ได้ (เอ่อ ทุกคนควรทำความเข้าใจกับแฟนตนเองดีๆนะครับ ว่านี่เป็นเพียงแบบจำลอง อิๆ) ใช่ครับ เราทำอย่างนั้นไม่ได้ในสังคม ไม่ว่าเพศหญิงหรือชาย

ถ้าสังคมเราเป็นแบบ สังคมส้มในตลาดล่ะครับ ดุลยภาพในแบบจำลองนี้คืออะไร แน่นอนคือผู้ชายคนนั้นต้องได้เจอและเลือกส้ม..เอ้ย..ผู้หญิงคนที่เค้าถูกใจมากที่สุด และ live happily ever after ไม่มีการหย่าแน่นอน ผมและแบบจำลองของผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าเราควรส่งจดหมายเปิดผนึกลงนามถึงท่านทักษิณว่า "เราต้องการสังคมส้ม" นะครับ มาดูกันว่าจริงๆว่าผมกำลังพยายามจะบอกอะไรจากแบบจำลองเศรษฐศาสตร์อันนี้

ต้องพาท่านผู้อ่านทุกท่านกลับมาที่ข้อสมมตินึงของแบบจำลองก่อน จำได้มั้ยครับว่าผมสมมติว่า มีขีดจำกัดความพอใจอันนึง ที่เวลาผู้ชายเจอผู้หญิงคนนึงที่ผ่านเส้นนี้ไป แล้วเขาจะตัดสินใจแต่งงาน อันนี้แหละครับที่สำคัญ เพราะการเจอและคบหาเพื่อนต่างเพศ (ทีละคน) กี่คนก่อนแต่งงานก็ไม่เป็นปัญหา ขอให้แต่งงานไปแล้วมีความสุข ไม่หย่าร้าง ปัญหาสังคมที่เกิดกับรุ่นลูกเราก็ไม่เกิด เอาล่ะครับพอจะมองเห็นช่องทางในการแก้ปัญหานี้รึยัง

แน่นนอนว่าเราต้องการ สังคม "ส้ม" ที่ให้โอกาสคนในสังคมได้เจอและพบปะกัน (เพื่อจะได้เจอคนที่ถูกใจจริงๆ) และต้องเป็นสังคม "ส้ม" ก่อนแต่งงานด้วย เพราะจะได้เจอคนหลากหลาย เรียนรู้ว่าคนไหน ลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร อย่างไหนเราถูกใจ ไม่ถูกใจ เปรียบเทียบดู แล้วตัดสินใจ แล้วจะได้มีโอกาสเลือก แต่งงานกับคนที่ถูกใจจริงๆ และไม่เกิดปัญหาหย่าร้างและปัญหาสังคมตามมา (ในเชิง ศศ อย่างงี้เค้าเรียกว่า Informed decision ครับ) คือมีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจ ผ่านการเรียนรู้ และสามารถเปรียบเทียบ ระดับความพอใจ (utility) ของตนเองได้ว่า ในกลุ่มของตัวเลือกนี้ (bundle of choices) เราพอใจอะไรมากที่สุด

บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากโมเดลนี้ในเชิงสังคมก็คือ เราคนที่ต่อไปจะเป็นพ่อแม่คน หรือเป็นอยู่แล้ว รู้ว่าควรจะให้ลูกหลานเรามีโอกาสที่จะเรียนรู้เพศตรงข้ามในสังคม ในวัยก่อนแต่งงานอย่างไร เพื่อเขาจะได้มีความสามารถและทัศนคติที่จะเลือกคนที่เขาพอใจที่สุดจริงๆ (ก่อนที่จะต้องแต่งงานไปกับคนที่ เจอแล้วรู้สึกว่าคนนี้ก็โอเคและ แต่งได้ และอาจตามมาด้วยการหย่าร้างในภายหลัง)

อันนี้สำคัญมากนะครับ อย่าลืมว่าครอบครัวคือหน่วยสังคมที่สำคัญที่สุดในการหล่อหลอมคน พ่อแม่คงมีหน้าที่และบทบาทที่จะชี้ให้ลูกเห็นความสำคัญของครอบครัวของเค้าเองในอนาคต และสร้างแนวคิดที่เหมาะสมในการเรียนรู้เพศตรงข้าม (ปัญหานี้เกิดขึ้นมากในสังคมที่ไม่ให้อิสระทางความคิดและการกระทำของเพศหญิง)

บทเรียนต่อมาจากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์อันจิ๋วอันนี้อีกอัน ในเชิงนโยบายคือ ถ้ารัฐเข้าใจประเด็นนี้ จะนำไปสู่การพัฒนานโยบายการศึกษาและสื่อการสอนเพื่อการเรียนรู้กันและกันของเด็กต่างเพศอย่างถูกต้อง (อันนี้แตกต่างอย่างแรงกับ นโยบายหวาดกลัว+ทัศนคติลบ ที่หวังกีดกัดวัยรุ่นต่างเพศ จากการเรียนรู้กันแบบไม่ถูกต้อง เช่นเพศสัมพันธุ์ก่อนวัย) การสร้างทัศนะคติที่ถูกต้องในการมองเพศตรงข้ามสำคัญ - คุณสมบัติอะไรที่นำไปสู่การมีครอบครัวที่ดี - นั่นคือการมีทัศนคติที่มองความรักและครอบครัวเป็นหน่วยเดียวกันตั้งแต่เยาว์วัย (ภาษา ศศ เรียกว่า internalization - เพื่อคนจะสามารถตัดสินใจผนวกรวมผลกระทบทุกอย่างที่อาจเกิดจากการกระทำของตนเอง มองไปในอนาคต และคิดทำอะไรได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า)

เอาล่ะครับ พิมพ์มาซะยาว เริ่มเมื่อยแล้ว แต่ดีใจที่ได้สื่อสารสิ่งที่ผมเองอยากจะสื่อ ผ่านเครื่องมือที่ผมใช้มันได้ดีที่สุด (ถึงแม้จะไม่ดีเท่าไหร่ แหะๆ) ข้อสมมติมากไปหน่อย แต่โมเดลนี้คงจำลองแง่มุมนึงของสังคมที่ผมอยากอธิบายให้ทุกคนฟังได้ใช้ได้ทีเดียว หวังว่าอย่างน้อยสิ่งที่ผมคิดและเขียนจะจุดประกายให้คนที่เห็นความสำคัญของประเด็นนี้ในสังคมเรา เริ่มที่จะคิดตาม และคิดล่วงหน้าผมไปเนาะ :)

Friday, October 28, 2005

David Pearce

เมื่อคืนเกิดนึกถึงอาจารย์ที่ผมเคารพท่านนึงขึ้นมา รู้สึกซึมๆเพราะท่านเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่ถึงเดือนที่ผ่านมานี่เอง ซึมๆเพราะเหตุผลสองด้าน หนึ่งคือ รู้สึกว่าเรายังไม่ได้บอกกล่าว พูดคุยอะไรให้เค้าฟังอีกหลายอย่างที่เราอยากบอก อยากขอบคุณ อยากบอกให้รู้ว่าคำพูดของเค้าพาเรามาถึงทุกวันนี้

ผมเรียนรู้จากท่านมากทีเดียว ไม่ว่าการเป็นคนๆนึงของสังคม หรือว่าการเป็นนัก(ฝึก)คิดในเรื่องของสิ่งแวดล้อม การพัฒนา และเศรษฐศาสตร์ ผมยังจำความรู้สึกได้ดี เวลาที่นั่งคุยกับ David Pearce ในห้องของเค้า มันทำให้เรารู้สึกกล้า กล้าที่จะคิด ที่จะลอง มองกลับไปถึงวันนั้น ผมว่าผมมาไกลทีเดียวทางความคิด ซึ่งส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนใหญ่ๆเลยก็มาจากเค้าล่ะครับ Prof. David W. Pearce

ความซึมที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนก็เพราะ เราเสียดาย ผมเสียดายที่เค้าไม่ได้อยู่คิด เขียน สิ่งที่เป็นประโยชน์กับ "เรา" อย่างที่ท่านทำมาตลอดชีวิต โดยส่วนตัว ผมมองว่าอาจารย์ผมคนนี้ ยิ่งใหญ่จริงๆ เค้าเป็นนักวิชาการที่คิดการใหญ่ คล้ายเพ้อฝัน แต่ทำให้มันเกิดขึ้นจริง

Prof. David Pearce ทำอะไรบ้างน่ะเหรอครับ คงต้องเล่ากันยาว ไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังกันอย่างละเอียด ผมใส่ลิงค์ให้ดูเล่นๆกันก่อนละกันว่า อาจารย์ผมคิดอะไร ทำอะไร

http://www.eaere.org/pearce.html

http://www.econ.ucl.ac.uk/davidpearce.php

แล้วผมจะกลับมาเล่าถึงเดวิดให้ฟังเพิ่ม เค้า Inspire ผมครั้งใหญ่ อย่างน้อยผมอยากให้คนอื่นๆได้รับรู้ เผื่อว่าจะถูกเค้า Inspired บ้าง และหวังว่าจะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์จากความคิด และการริเริ่มต่างๆ ของ David Pearce ไปก่อประโยชน์กับสังคมของเรา อย่างที่ท่านหวังเอาไว้ : )

Wednesday, October 19, 2005

สวัสดีครับ

ผมกะว่าที่นี่ จะเป็นที่ๆผมเขียนเรื่องราวต่างๆ

ที่อยากจะปันให้คนอื่นได้รับรู้ จากสิ่งที่ผมเห็น คิด และผ่านมา

ผมคิดว่ามันน่าสนุกดี

ถือว่าวันนี้เป็นวันแรก ที่นับหนึ่ง

สวัสดีครับทุกๆคน :)